2007/Mar/23

จนมาถึงวันนี้ เฮ้อ นี่เราอยู่ที่อินโดนีเซียมาแล้ว เกือบหกเดือน หรือนี่ เป็นหกเดือนที่ค่อนข้างโหดร้ายมากๆ แต่ในทุกความโหดร้ายมักมีแสงสว่างสำหรับผมเสมอ ผมยังจำได้ถึงวันแรกที่บินมาที่อินโดนีเซียโดยสายการบินการุด้า (เป็นสายการบินที่ใหญ่สุดของอินโดแต่ก็ไม่วายมีข่าวระเบิดเมื่อไม่นานมานี้)จากกรุงเทพสู่จาการ์ต้า เวลาที่ถึงจาการ์ต้าเป็นเวลาเกือบสองทุ่มซึ่งไม่ใช่ผมคนเดียวที่มาแต่เป็นคนไทยทั้งหมดสิบคนจากหลายๆ จังหวัดในประเทศไทย อ่อ สาเหตุที่มาหรอครับ มาเรียนปริญญาโท บังเอิญได้ทุนจากรัฐบาลอินโดนีเซีย ณ เวลานั้นพวกเราคิดกันว่าเราจะอยู่รวมกลุ่มกันเรียนภาษาอินโดนีเซียเป็นเวลาแปดเดือนก่อนที่จะแยกย้ายกันไปตามสาขาที่ตัวเองเรียน ผมเหรอครับ ผมเลือกสาขาวิศวกรรมศาสตร์สาขาเทคโนโลยีสารสนเทศ จากสนามบินในจาการ์ต้าที่ผู้คนแสนจะพลุ่กพล่าน ทำให้พวกเราต้องกังวลกระเป๋าเดินทางเป็นพิเศษ โดยเฉพาะเมื่อออกจากสนามบินเพื่อขึ้นรถไปสู่ที่พัก ถึงขนาดว่ามีคนมาดึงกระเป๋าจากมือเพื่อช่วยเหลือเราถือ ผมก็ปล่อยครับ คิดว่าคนที่นี่ใจดี ที่ไหนได้ครับ เป็นงานของเค้า คือยกกระเป๋าแต่แปลกมาก อันนี้แย่งไปถือ แล้วยังมีหน้ามารอเงินจากเรา เวลานั้นผมเองยังพูดภาษาอินโดไม่ได้ ผมไม่ได้ให้เงิน โดนด่าสิครับ แต่ก็ช่าง เพราะฟังไม่ออก เมื่อถึงที่พักแล้ว ว้าว ห้องนอนติดแอร์ ห้องน้ำมีน้ำอุ่น ผมเลยคิดว่า ไม่เป็นไร ถึงแม้สภาพแวดล้อมจะไม่ดีนัก แต่ถ้าที่พักเป้นแบบนี้ผมคงอยู่ได้ แลพแล้วช่วงเวลาแห่งความสุขก็หมดลง คนจากทางรัฐบาลอินโดเดินเข้ามาพูดเป็นภาษาอินโดกับพวกเรา เพื่อนผมสี่คนพูดภาษามลายูทำให้พวกเรามีล่ามส่วนตัว เนื่องจากภาษาอินโดกับมลายูใกล้เคียงกันเหมือนๆ กับภาษาลาวและไทย เค้าบอกกับเราว่าต่างคนต้องแยกย้ายกันไปในเมืองของแต่ละคนตามสาขาที่เลือกมา เท่านั้นแหละ ผมขาอ่อนเกือบทรุด ภาษาก็พูดไม่ได้ ซึ่งคนที่นี่ส่วนน้อยที่พูดภาษาอังกฤษ และผู้คนก็ค่อนข้างเถื่อนๆ แถมขอทานมากมาย วณิพกก็มากมายเกลื่อนถนน (คนที่ร้องเพลงแลกเงิน) เนื่องจากเมืองที่ผมต้องไปอยู่เนี่ย ชื่อว่า สุราบายา ผมเป็นคนไทยคนเดียวที่ไปเมืองนี้ ทั้งๆ ที่ผมเป็นคนนึงที่เดินทางบ่อย แต่ผมก็หวั่นใจ พอควร เอาล่ะ ไปก็ไปว้า ผมคิดแบบนี้ และแล้วผมก็ได้ตั๋วรถไฟชั้นนักธุรกิจ เดินทางไปเมืองสุราบายา จาก จาการ์ต้า ใช้เวลาทั้งหมด 10 ชั่วโมง บนรถไปก็เกิดเหตุการณ์ประหลาด เช่นกัน เวลาที่ออกเดินทางนั้นเป็นเวลาสามทุ่มของวันที่สองในอินโดนีเซีย ราวๆ เที่ยงคืนมีพนักงานนำอาหารมาให้ อันนี้ส่งให้กับมือเลยครับ มีข้าวผัดและน้ำชา ขนมปังครบเครื่อง ผมก็ทานจนหมด เรียบร้อยก็คืนจาน ไม่ได้คิดอะไร พอใกล้ถึงที่หมาย ปรากฏว่าพนักงานมาหาผม แล้วพูดอะไรก็ไม่รู้ผมก็แปลไม่ออก สุดท้ายเค้าก็เขียนตัวเลขมาให้ 25,000 สรุปว่าผมต้องจ่ายเงินค่าข้าวที่ทานไปนั่นเอง เฮ้อ ณเวลานั้น 1 บาท = 215 รูเปีย เมื่อถึงที่หมายเวลาประมาณ เจ็ดโมงเช้า ก่อนออกจากจาการ์ต้าผมรู้มาว่าเมื่อถึงที่จะมีคนมารับ แต่ผมก็รอประมาณหนึ่งชั่วโมง สรุปว่าไม่เห็นใครมาซะที ทำไงล่ะ ภาษาก็พูดไม่ได้ บังเอิญได้ยินประกาศตามหาคนครับ เลยรีบวิ่งไปที่ประชาสัมพันธ์ แต่ว่าที่เค้าประกาศหาไม่ใช่ผม แต่บังเอิญเป็นเพื่อนจากมาดากัสก้า ซึ่งมาเรียนภาษาและวัฒนธรรม เป็นคนละโปรแกรมกับผม แล้วก็คนละมหาลัยด้วย เอาล่ะสิครับ ผมเลยเนียนติดรถไปด้วยซะเลย คนที่มารับนั้นเป็นอาจาร์ยภาษาอังกฤษที่มหาลัยแอลังก้าในเมืองสุราบายา จากนั้นไปเนียนในรถอีกทีว่าไปส่งผมหน่อยที่มหาลัยที่ผมต้องไปเรียน สรุปว่าหลังจากที่ไปส่งเพื่อนผม อาจาร์ยแกก็เลยขับรถมาส่งผมที่มหาลัยอีทีเอส อาจาร์ยคนนี้ดีมากเลยเค้าพูดให้จนผมได้พบกับอธิการบดีของมหาลัยนี้ และแล้วก็ต้องไปที่พัก ผมยังแอบวาดฝันไว้อยู่ว่า ที่พักต้องเป็นแบบที่ผมพักในจาการ์ต้า แต่แล้วก็ต้องตะลึงตั้งแต่ก่อนเดินทางไปที่พัก คุณเคยมั้ย นั่งมอไซด์แบบแบบกกระเป๋าเดินทางสามใบสามสิบโล เฮ้อ เอาล่ะไปก็ไป ไม่งั้นก็ต้องเดิน ตะลึงที่สอง เมื่อถึงห้องพัก ที่พักเป็นหอพักนักศึกษาปริญญาตรี เปิดห้องเข้าไปเจอเตียงสองชั้น สองเตียง โทรมๆ พื้นห้องเป็นพื้นซีเมนต์ ไม่มีแม้กระทั่งพัดลม หน้าห้องพักเป็นที่โล่งแจ้ง เมืองนี้เป็นเมืองที่ร้อนมาก ยิ่งช่วงที่ผมมาเนี่ยเป็นหน้าร้อนของที่นี่เลย เอาล่ะหลังจากเก็บกระเป๋าเสร็จ ผมก็ไปห้องน้ำ ตะลึงที่สามครับห้องน้ำสกปรกมาก แคบ ประตูมีทำจากสังกะสี มีช่องเป็นซี่ๆ สามารถที่จะมองเห็นและถูกมองเห็นจากด้านนอก น้ำก็ไหลบ้างไม่ไหลบ้าง เอาล่ะผมเริ่มคิดแล้วล่ะที่จะกลับบ้านดีกว่า ที่นี่ไม่น่าอยู่เลย ก็เลยไปเดินหาซื้อซิมการ์ด แล้วก็ใช้เนทเพื่อเล่นเอ็ม ผมเดินครับ ด้วยอากาศที่ร้อนมาก ทำให้คิดอะไรไม่ออก เจอซิมเลยเดินเข้าไปซื้อ ซิมที่นี่ราคาค่อนข้างถูกครับ มีราคาตั้งแต่ ห้าสิบบาท ถึงพันบาท แต่ที่ผมซื้อนี่ราคาประมาณร้อยนึงครับ ถูกหลอกให้ซื้อ ราคาโทรกลับบ้านเนี่ย นาทีละสี่สิบบาท โห เหงื่อแตกเพราะร้อนไม่พอ เหงื่อแตกเพราะค่าโทรศัทพ์อีก เราข้ามไปที่เวลากลางคืนเลยนะครับ และแล้วตลึงที่เท่าไรไม่ทราบ ผมนอนไม่ได้ครับ ยุงเยอะมากมาก คุณนึกภาพครับ พัดลมไม่มี แถมยุงเยอะมาก สรุปว่าคืนแรกผมนอนไม่ได้ ถึงแม้ว่า จะใช้โลชั่นกันยุงก็ตาม และแล้ววันรุ่งขึ้นก็ออกตามหามุ้ง ซึ่งทั้งชีวิตไม่เคยใช้มาก่อน ชีวิตผมเป็นวัฏจักรซ้ำๆ อยู่เกือยสองเดือนคือ เช้าตื่นมากินข้าว สายๆ นอน ถึงบ่ายๆ ตกบ่ายแก่ๆ ไปใช้เนท จากนั้นกลับมา คุยกะเพื่อนๆ แล้วก็นอน เอาล่ะ เริ่มจากการกินข้าวนะครับ ที่นี่เป็นประเทศที่แมลงวันเยอะมั่กๆ ผมไม่เคยเห็นมาก่อนเลย มือนึงผมกินข้าว อีกมือคอยปัด เพราะถ้าหยุดแมลงวันนับสิบลงข้าวคุณ ในขณะที่อีกนับครึ่งร้อยรออยู่ห่างๆ ส่วนข้าวที่นี่ผมทานไม่ค่อยได้เพราะไม่ชิน รู้สึกปวดท้องอยู่ร่วมเดือน การนอนที่นี่ไม่ว่าจะเป็นนอนกลางวันทั้งๆ ที่ไม่อยากนอน เนื่องจากไม่มีกิจกรรมทำ แล้วก็ไม่ได้รับการดูแลที่ดีจากทางมหาลัยเท่าที่ควร คุยกับเพื่อนหรอ ผมพักกับเพื่อนชาวพม่าซึ่งได้ทุนมาเหมือนกัน ใช้ภาษาอังกฤษ อ่อ แล้วก็มีเพื่อนอีกคนจากเคนย่า ส่วนใหญ่เราจะออกไปนั่งคุยท่ามกลางเพื่อนๆ ชาวอินโด ที่แคนทีน อ่อ ท่ามกลางกองทัพยุงด้วย ชีวิตผมไม่เคยรู้สึกทรมานแบบนี้มาก่อนเลย กินข้าวพร้อมกับปัดแมลงวัน บางทีก่อนกินข้าวเห็นแมลงวันลงไปเกาะในกับข้าวก็ต้องแกล้งทำเป็นมองไม่เห็น ดื่มน้ำก็ต้องหลับตาเนื่องจากน้ำก็สกปรกมีเศษฝุ่น เศษอะไรมากมาย นอนก็ต้องเอามืออีกมือนึงพัดไปเช็ดเหงื่อไปจนหลับ ตอนหลับแล้วยังต้องคอยตื่นขึ้นมาตบยุงเนื่องจากยุงที่นี่สามารถเข้ามาในมุ้งของคุณได้อย่างง่ายดายหรือเป็นเพราะว่ามุ้งขาดคุณภาพ ก็ไม่รู้ เอาล่ะไว้ผมจะมาเล่าต่อ เมื่อที่เริ่มคอร์สเรียนภาษาอินโดนะครับ